เราจะป้องกันคอมพิวเตอร์จาก ไวรัส ซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ หรือ สปายแวร์ ได้อย่างไร

เราจะป้องกันคอมพิวเตอร์จาก ไวรัส ซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ หรือ สปายแวร์ ได้อย่างไร

 

Contents [hide]

ปัจจุบันอินเตอร์เน็ต ล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันคอมพิวเตอร์ของคุณ จากภัยคุกคามมากมายที่พบในโลกออนไลน์วันนี้ โดยสิ่งเหล่านี้ควรจะค่อนข้างง่ายสำหรับทุกคนที่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ และมีคำแนะนำเหลือเฟือในเว็บไซต์นี้จะช่วยให้คุณทำเช่นนั้น

การป้องกันที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยป้องกันคอมพิวเตอร์ของคุณที่ติดไวรัส และสปายแวร์ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากกิจกรรมออนไลน์ของคุณ ที่ดูไม่ค่อยจะเป็นอันตราย เช่น การค้นหาผ่านอินเทอร์เน็ต การดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ การเล่นเกมส์ และแม้แต่การใช้อีเมล และในทางกลับกัน ก็จะปกป้องคุณจากผลร้ายที่อาจเกิดขึ้น เช่น การโดนหลอกเอาข้อมูล และการโจรกรรมข้อมูล

 

การหลีกเลี่ยง Ratting – โทรจันที่เข้าควบคุมเครื่องในระยะไกล 

การหลีกเลี่ยง Rattingเมื่อคุณใช้คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆ ในการทำงานส่วนตัว หรือเป็นความลับในชีวิตประจำวัน หลายอย่าง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไวรัสและสปายแวร์ สปายแวร์ชนิดหนึ่งเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นเรียกได้ว่าเป็น RAT (Remote Access Trojan) ซึ่งผู้ไม่หวังดีทั้งหลายสามารถใช้เพื่อเข้าถึงคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ของคุณเพื่อควบคุมข้อมูลของเครื่องนี้ เพื่อรับข้อมูลส่วนตัว หรือสอดแนมคุณ วิธีการนี้เรียกว่าการ ratting

RATs มักจะถูกมองไม่เห็น และแฝงมากับโปรแกรมที่คุณได้ทำการติดตั้ง เปิดใช้ ตัวอย่างเช่น เกมส์ที่ส่งถึงคุณทางอีเมล ผู้ไม่หวังดีสามารถดำเนินการต่างๆ คล้ายคลึงกับซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ สำหรับ RAT อาจเป็นเรื่องยากที่จะตรวจจับ เพราะทั้งสองอย่างนี้ มักไม่แสดงในรายการของโปรแกรม หรือไฟล์งานที่คุณกำลังใช้ และคุณจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ว่า กำลังส่งผลต่อประสิทธิภาพของอุปกรณ์

 

RATs ถูกใช้ในการเรียกใช้ควบคุมเว็บแคมของอุปกรณ์ต่างๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างวิดีโอภาพที่ใช้สำหรับเพื่อแบล็กเมล์ หรือวัตถุประสงค์ที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ

 

 

ความเสี่ยง

  • ถูกสอดแนม (รวมทั้งการบันทึกวิดีโอ หรือภาพต่างๆ) ผ่านเว็บแคมของเครื่องที่ติด RAT ในบางกรณีพวกซอฟต์แวร์เหล่านี้ได้ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ โดยที่ไม่เปิดไฟแสดงสถานะของกล้อง ดังนั้นผู้ใช้งานจึงไม่ทราบว่ากำลังถูกแอบดูอยู่
  • โดนตรวจสอบพฤติกรรมการใช้งานบนโลกออนไลน์ (เช่น เว็บไซต์ที่คุณกำลังเยี่ยมชม คุณกำลังส่งอีเมลถึงใคร สิ่งที่คุณกำลังพิมพ์อยู่ เป็นต้น)
  • มีการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับ ข้อมูลส่วนตัวของคุณ – รวมทั้งบัญชีธนาคาร และรายละเอียดด้านความปลอดภัยทางสังคมต่างๆ หมายเลขบัตรประชาชน เป็นต้น
  • เครื่องที่ติด RAT อาจจะถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของ botnet เพื่อแพร่กระจายไวรัส และมัลแวร์อื่นๆ
  • การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการบนไดร์ฟในเครื่องคอมพิวเตอร์
  • ทำการขโมยไฟล์ ลบไฟล์ในระบบ ดาวน์โหลด หรือ แก้ไขไฟล์

 

เราจะหลีกเลี่ยงการถูก Ratting ได้อย่างไร?

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส / ซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์ และไฟร์วอลล์ที่มีประสิทธิภาพและอัปเดตเมื่อคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่เปิดอยู่
  • อย่าลังเลที่จะดาวน์โหลดโปรแกรม หรือแอปที่ไม่ได้มาจากเว็บไซต์ หรือแหล่งที่เชื่อถือได้ เนื่องจากอาจมี RAT และมัลแวร์อื่นๆ ติดตามมาด้วย
  • ดาวน์โหลดการอัปเดตโปรแกรม และแอปพลิเคชันเมื่อได้รับแจ้งเตือนให้ทำ … โดยการอัปเดตต่างๆ มักจะมีการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น
  • ให้ตรวจสอบให้ดีเกี่ยวกับลิงก์ที่คุณคลิกในอีเมล – ซึ่งลิงก์ที่คลิกเข้าไปอาจเป็นฟิชชิงได้
  • ให้ตรวจสอบให้ดีเกี่ยวกับไฟล์แนบที่ส่งมาในอีเมล ถึงแม้ว่าอีเมลเหล่านั้นจะส่งมาจากคนที่เรารู้จักก็ตาม
  • หลีกเลี่ยงเว็บไซต์ที่น่าสงสัย และดาวน์โหลดไฟล์จำพวก torrent การดาวน์โหลดดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการทำผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำไปสู่เกตเวย์หลัก สำหรับการเข้าโจมตีทางไซเบอร์อีกด้วย
  • ปิดเว็บแคมเมื่อไม่ได้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่มีมากับตัวเครื่อง หรืออุปกรณ์ต่อจากภายนอก

 

เกมส์ออนไลน์

เกมส์ออนไลน์ปัจจุบันเกมส์คอมพิวเตอร์จำนวนมากถูกออกแบบมาให้เล่นแบบออนไลน์ กับผู้เล่นรายอื่นผ่านทางอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นบนคอนโซลคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือผ่านทางเว็บไซต์เครือข่ายสังคม โดยส่วนมากจะเล่นกันโดยผ่านการระบตัวตน ดังนั้นคุณจึงมักไม่ทราบว่าตนที่เราพบในโลกออนไลน์นั้นเป็นใคร นอกจากนี้ยังแฝงความเสี่ยงทางการโจรกรรมเงินออนไลน์ ที่ซ่อนหรือแฝงอยู่ในการดาวน์โหลดต่างๆ และเกมส์ที่ต้องเล่นบนเว็บ และแอพพลิเคชั่นอีกด้วย

หากต้องการเพิ่มมิติ และอรรถรสในการเล่นเกมส์แบบผู้เล่นหลายคน ผู้เล่นมักจะสื่อสารผ่านแชทแบบรวมกลุ่ม หรือด้วยเสียงกับไมโครโฟน พร้อมชุดหูฟัง เกมส์หลายเกมส์ตั้งแต่หมากรุก ไพ่ ไปจนถึง เกมส์ยิง และเกมส์แบบผจญภัยตั้งแต่ผู้เล่นคนเดียว ไปจนถึงที่ผู้เล่นหลายพันคน ที่เข้าไปร่วมเล่นพร้อมกัน ซึ่งคุณลักษณะของการเล่นเกมส์ออนไลน์เหล่านี้ ยังรวมไปถึงการใช้จ่ายในเกมส์ออนไลน์ที่เกิดมากขึ้น โดยจะมีการใช้จ่ายเงินจริง เพื่อซื้อของบางอย่างภายในเกมส์

 

ความเสี่ยง

  • ในเกมส์ที่มีผู้เล่นที่หลากหลายคน (MMORPGs or MMOs) ทำให้พบปะการปรากฏตัวของชุมชนออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่ เป็นแหล่งรวมของคนแปลกหน้า ที่ไม่ระบุตัวตน และการสนทนาที่ไม่ได้รับการคัดกรอง และไร้การควบคุม สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นมากมาย ดังเช่น:
  • การให้ข้อมูลโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือประมาท เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล รหัสผ่าน อีเมล ที่อยู่บ้าน รวมทั้งอายุ
  • อันตรายที่อาจจะเกิดในห้องแชทรูมสาธารณะ การล่อลวง
  • การดาวน์โหลด ‘โปรแกรมโกงเกมส์ หรือ cheats’ อาจจะเป็นการช่วยในการเล่นเกมส์ของคุณ แต่ในความเป็นจริงโปรแกรมเหล่านั้นอาจจะมีโปรแกรมจำพวก ไวรัส หรือสปายแวร์แฝงเข้ามาในเครื่องได้
  • การดาวน์โหลด หรือการรับไฟล์จากทางอื่นๆ เช่นการโหลดบิท โหลดเถื่อนเกมส์จากเว็บบิท อาจนำไปสู่การลงโทษรวมถึงการระงับบัญชี การปิดกั้นคอนโซลจากการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ของผู้ผลิต หรืออย่างเลวร้ายที่สุดคือการโดนฟ้องร้องเป็นคดีความได้
  • เกิดความเสี่ยงในการเจอมิจฉาชีพเมื่อเกิดการซื้อ หรือขายในโลกเสมือนจริงในเกมส์– สำหรับตัวอย่างเช่น การซื้อขายตัวละครที่มีเลเวลสูงๆ หรือไอเท็มต่างๆ – และการซื้อขายแบบนี้มักจะมีการใช้เงินจริงๆ เสมอ
  • ‘Griefing’ – เกิดความไม่สนุกในการเล่นเกมส์ เมื่อคุณมีของที่ดีกว่าชาวบ้าน อาจจะโดนแกล้งเล่นเพื่อให้เกมส์ออกมาแย่ ทำให้เสียอรรถรสในการเล่นเกมส์
  • หลังจากที่เลิกเล่นเกมส์ ไม่ว่าจะคอนโซล เกมส์คอมพิวเตอร์ หรือจากมือถือ จะทิ้งร่องรอยเอาไว้ โดยไม่ได้ลบข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นระหว่างเกมส์ ซึ่งอาจจะเป็นช่องทางให้ผู้ที่ไม่หวังดี เข้ามาล้วงข้อมูลในข้อมูลเหล่านี้ได้
  • การดาวน์โหลดจาก “เว็บฟรี” รวมไปถึงเกมส์ที่ต้องเล่นผ่านแอพ ซึ่งในบางทีเราอาจจะต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงเนื้อหาทั้งหมด ส่งผลให้เล่นเกมส์เป็นเวลาหลายชั่วโมง และอาจจะทำให้กลายเป็นคนติดเกมส์ในที่สุด

 

ข้อแนะนำสำหรับการเล่นเกมส์แบบปลอดภัย

  • เล่นเกมส์ออนไลน์เมื่อแอนตี้ไวรัส และแอนตี้สปายแวร์ได้รับการอัพเดต ไฟร์วอลล์ที่ยังทำงานอยู่เท่านั้น
  • เล่นเกมส์เวอร์ชั่นที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายอย่างถูกต้อง และมีลิขสิทธิ์เท่านั้น
  • ตรวจสอบความถูกต้อง ความปลอดภัยของไฟล์ที่ดาวน์โหลด และซอฟต์แวร์ล่าสุด จากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • ให้เลือกชื่อผู้ใช้งานที่ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวใดๆ หรือคล้าย ถ้าหากเกมส์ของคุณมีความสามารถในการสร้างโปรไฟล์ส่วนบุคคล โปรดตรวจสอบว่าไม่ได้ให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ ในการสร้างโปรไฟล์
  • ใช้รหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก
  • อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเราไปยังคนอื่นๆ ที่ไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้งว่าเกมส์ได้รับการอัพเดตอยู่เสมอ โดยส่วนมากเกมส์ออนไลน์มักจะทำการอัพเดตตัวเองอัตโนมัติ ก่อนที่จะทำการเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ผู้ให้บริการ และระมัดระวังในการดาวน์โหลดโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกมส์
  • ให้ระวังเรื่องการหลอกลวง และข้อเสีย เมื่อซื้อหรือขายทรัพย์สินที่มีอยู่ภายในเกมส์คอมพิวเตอร์ ในโลกแห่งความจริง
  • อ่านข้อกำหนดในการให้บริการของบริษัทผู้ผลิต บริษัทโฮสติ้งต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการเรียกเก็บเงินที่ซ่อนอยู่ในทันที หรือในอนาคต
  • ในการขาย บริจาค หรือทิ้งอุปกรณ์สำหรับเล่นเกมส์ของคุณ ให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมด ได้ถูกทำการลบหมดแล้ว วิธีการเหล่านี้แตกต่างกันไปในแต่ละอุปกรณ์ อย่าลืมลบรายละเอียดบัญชี และสำรองข้อมูลหรือถ่ายโอนข้อมูลเกมส์ไปยังอุปกรณ์ใหม่ตามความเหมาะสม
  • กำหนดหลักเกณฑ์ และกฎขั้นพื้นฐาน สำหรับบุตหลานของท่านขณะเล่นเกมส์ออนไลน์

 

การใช้อินเตอร์เน็ตให้ปลอดภัย

การใช้อินเตอร์เน็ตให้ปลอดภัยอินเทอร์เน็ตได้ปฏิวัติวิถีการใช้ชีวิตของเรา – ช่วยให้เราสามารถอ่านข่าว เพลิดเพลินไปกับความบันเทิง ทำการวิจัยจองตั๋วเดินทางสำหรับวันหยุด ซื้อและช้อปปิ้งออนไลน์ ผ่านระบบธนาคาร และดำเนินงานประจำวันอื่นๆ อีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงมากมายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบนโลกออนไลน์ เช่น ผลที่ได้จากการเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยเจตนา หรือไม่เจตนา เป็นต้น

 

ความเสี่ยง

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่อันตราย ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม หรือเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงดังต่อไปนี้:

  • ไวรัสและสปายแวร์ (เรียกรวมกันว่า “มัลแวร์”).
  • ฟิชชิ่ง ได้ถูกออกแบบมาเพื่อล้วงข้อมูลส่วนตัว และ/หรือ ข้อมูลทางการเงิน และอาจขโมยและข้อมูลที่เปิดเผยตัวตน
  • เว็บปลอม (หรือ Fraud) ทำการปลอมแปลงข้อมูลให้เหมือนหรือคล้ายของจริง แต่ทุกอย่างปลอมทั้งหมด ไม่ว่าจะมาจากเว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ ธนาคารออนไลน์ องค์กรการกุศล เครือข่ายสังคมออนไลน์ เกมส์ เว็บพนัน และจากแหล่งเว็บไซต์อื่นๆ
  • เสี่ยงต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ – การคัดลอก หรือดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่มีการป้องกันลิขสิทธิ์ วิดีโอ เพลง ภาพถ่าย หรือเอกสาร
  • เสี่ยงต่อการเปิดเผยเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่นเว็บลามกอนาจาร เป็นต้น
  • เมื่อคุณใช้เบราว์เซอร์ในการเล่นอินเทอร์เน็ต (เช่น Internet Explorer, Opera, Chrome, Safari หรือ Firefox) จะเก็บบันทึกเว็บไซต์ที่คุณได้ให้ไว้ใน “ประวัติการเข้าเว็บไซต์”.

เมื่อใช้อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ที่เข้าไปเยี่ยมชมจะแสดงข้อมูลแก่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะบันทึกรายละเอียดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคุณ ตามข้อกำหนดทางกฎหมาย

 

ข้อแนะนำสำหรับการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างปลอดภัย

ปัจจุบันการปลอมเว็บไซต์ให้เหมือนกับเว็บไซต์จริงทำได้ง่ายมาก และไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะในการพัฒนามาก สามารถทำให้เหมือนจริงทุกประการกับเว็บไซต์ต้นฉบับ แต่เป็นเว็บไซต์ที่อันตราย

 

การระมัดระวังของการเข้าเว็บที่อันตราย, อาชญากรรม หรือเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม:

  • ใช้สัญชาตญาณ และสามัญสำนึกในการเข้าเว็บไซต์ต่างๆ
  • ตรวจสอบว่ามีที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และ / หรือที่อยู่สำหรับติดต่อทางอีเมล – โดยมักบ่งชี้ว่าเว็บไซต์นี้เป็นของแท้ หากสงสัยโปรดส่งอีเมล หรือโทรเพื่อยืนยันความถูกต้อง
  • ตรวจสอบว่าที่อยู่เว็บไซต์นี้เป็นของแท้ โดยการค้นหาคำที่สะกดผิด ที่ละเอียดอ่อน คำพิเศษ ตัวอักษร ตัวเลข และชื่อที่ต่างไปจากที่คุณคาดหวังว่าเว็บไซต์ หรือธุรกิจนั้นจะมีอยู่จริง
  • เลื่อนเมาส์ไปวางเหนือลิงก์ เพื่อเปิดเผยปลายทางที่แท้จริง ซึ่งแสดงอยู่ที่มุมล่างซ้ายของเบราเซอร์ ให้ระวังว่านี่เป็นสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่แสดงในข้อความของลิงก์จากเว็บไซต์อื่น หรืออีเมล
  • หากไม่มีรูปกุญแจในหน้าต่างเบราเซอร์หรือ https:// ที่จุดเริ่มต้นของที่อยู่เว็บ สำหรับระบุว่ากำลังใช้ลิงก์ที่ปลอดภัยโปรดอย่าป้อนข้อมูลส่วนบุคคลในไซต์ดังกล่าว
  • เว็บไซต์ที่ขอข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่าที่คิดไว้ เช่นชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน หรือรายละเอียดความปลอดภัยอื่นๆ โดยทั่วไปอาจเป็นเว็บไซต์ที่อันตราย
  • หลีกเลี่ยง ‘การ pharming’ โดยการตรวจสอบที่อยู่ในแถบที่อยู่เว็บของเบราเซอร์ หลังจากที่เข้ามาที่เว็บไซต์เพื่อให้แน่ใจว่าตรงกับที่อยู่ที่พิมพ์ ซึ่งจะหลีกเลี่ยงการไซต์ปลอม แม้ว่าจะป้อนที่อยู่ของหนังสือจริงเช่น ‘eebay’ แทน ‘ebay เป็นต้น
  • รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งก่อนทำการตัดสินใจลงทุนออนไลน์ ไซต์ที่โปรโมตการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่รวดเร็ว หรือสูง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือสิ่งของที่หายาก เช่นไวน์เก่า วิสกี้ หรือทรัพย์สิน มักเป็นเรื่องหลอกลวง
  • ระวังเว็บไซต์ที่โปรโมตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับสมัครงานของคนอื่น การรับเงินสำหรับคนอื่น หรือการชำระเงินล่วงหน้า มักเป็นเว็บปลอม
  • หากคุณสงสัยเกี่ยวกับเว็บไซต์ ให้ดำเนินการค้นหาเว็บจากเสิร์ชเอ็นจิ้นต่างๆ เพื่อดูว่าคุณสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ ว่าเป็นเว็บที่เกี่ยวข้องฉ้อโกง หรือหลอกลวง
  • ให้ระมัดระวังเว็บไซต์ที่โฆษณาในอีเมลที่ไม่พึงประสงค์จากคนแปลกหน้าที่ส่งมาให้

 

เว็บไซต์ที่ปลอดภัย

ก่อนที่จะทำการป้อนข้อมูลส่วนตัว เช่นรหัสผ่าน หรือรายละเอียดบัตรเครดิตในเว็บไซต์ เราสามารถตรวจสอบให้มั่นใจได้ว่าลิงก์มีความปลอดภัยได้ สองวิธี ได้แก่:

  • ควรมีสัญลักษณ์รูปกุญแจในกรอบหน้าต่างเบราเซอร์ที่ปรากฏขึ้น เมื่อพยายามเข้าสู่ระบบหรือลงทะเบียน ให้ทำการตรวจสอบให้แน่ใจว่าถ้าไม่มีกุญแจอยู่บนหน้าเพจที่เราเข้าเยี่ยมชม … นี่อาจบ่งบอกถึงเว็บไซต์หลอกลวง
  • เว็บไซต์ควรเริ่มต้นด้วย ‘https://’ ซึ่ง ‘s’ เป็นสัญลักษณ์ของคำว่า ‘secure’ หรือ ‘ปลอดภัย’ นั่นเอง

โดยสิ่งที่ได้กล่าวข้างต้น ระบุว่าเจ้าของเว็บไซต์มีใบรับรองดิจิทัล ที่ออกโดยบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้ เช่น VeriSign หรือ Thawte ซึ่งระบุว่าข้อมูลที่ส่งทางออนไลน์จากเว็บไซต์นั้น ได้รับการเข้ารหัส เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกดักฟัง และขโมยข้อมูลโดยบุคคลที่สาม กล่าวคือการสื่อสารระหว่างคุณ และเจ้าของเว็บไซต์มีความปลอดภัย แต่ใบรับรองไม่รับประกันว่าเจ้าของไซต์คือองค์กร หรือบุคคลที่คิดว่ากำลังสื่อสารด้วย … โดยต้องตรวจสอบที่อยู่เว็บว่าเป็นของแท้ และตรวจสอบอย่างละเอียด ด้วยความระมัดระวัง

เมื่อเข้าเว็บไซต์ที่คุณไม่รู้จัก ให้มองหาใบรับรอง Extended Validation (หรือ EV-SSL) ซึ่งระบุว่าหน่วยงานผู้ออกใบรับรอง ได้ดำเนินการตรวจสอบเจ้าของเว็บไซต์อย่างละเอียด ประเภทของใบรับรองที่จัดขึ้น สามารถกำหนดได้โดยคลิกที่สัญลักษณ์รูปกุญแจในกรอบเบราว์เซอร์ ซึ่งจะเปิดป๊อปอัปที่มีรายละเอียด

* โปรดสังเกตด้วยว่าสัญลักษณ์รูปกุญแจ ไม่ได้ระบุถึงจรรยาบรรณทางธุรกิจของผู้ขาย หรือการรักษาความปลอดภัยด้านไอที

 

การใช้งานบราวเซอร์อย่างปลอดภัย

การใช้งานบราวเซอร์อย่างปลอดภัย

เบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ตที่เป็นที่นิยม ช่วยให้คุณสามารถจัดการการตั้งค่าต่างๆ เช่นการอนุญาต และการบล็อก เว็บไซต์ที่เลือกบล็อกป๊อปอัป และการท่องเว็บแบบส่วนตัว (Private Browser) เบราว์เซอร์ที่เหมาะสมจะบอกให้ใข้งาน ในรูปแบบที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนั้นเราขอแนะนำให้ไปที่ส่วนความปลอดภัย และข้อมูลส่วนบุคคลในเว็บไซต์ของตน หรือพื้นที่ความช่วยเหลือของเบราว์เซอร์ด้วยตัวเอง:

บราวเซอร์ที่แนะนำมีดังต่อไปนี้

  • Internet Explorer
  • Opera
  • Chrome
  • Safari
  • Firefox

เบราว์เซอร์บางประเภท มีความสามารถในการระบุไซต์ที่หลอกลวง ได้ตามค่าเริ่มต้น

ตรวจสอบให้แน่ใจเสมอว่า คุณใช้เบราว์เซอร์ที่คุณเลือกเป็นรุ่นล่าสุด ที่ระบบปฏิบัติการจะสนับสนุน นอกจากนี้โปรดดาวน์โหลด และติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงให้เป็นล่าสุด

โปรดทราบว่าการเปิดการตั้งค่าการท่องเว็บแบบส่วนตัว หรือการลบประวัติการเรียกดูของ จะป้องกันไม่ให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์คนอื่น ดูว่าคุณเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ใด แต่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมักมีเครื่องมือเพื่อค้นหา ตามที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และอาจสามารถหาเว็บไซต์ที่คุณเคยเยี่ยมชม หรือคำหลักๆ ที่คุณค้นหาอยู่

อย่าลืมลงชื่อออกจากเว็บไซต์ที่มีการรักษาความปลอดภัย เมื่อทำรายการเสร็จสิ้น และก่อนที่คุณจะปิดเบราเซอร์ โดยให้ข้อสังเกตว่า การปิดเบราว์เซอร์ไม่ได้หมายความว่าคุณจะออกจากระบบเสมอไป

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส / ซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์ และไฟร์วอลล์ที่มีประสิทธิภาพ มีการอัพเดตให้เป็นปัจจุบันก่อนที่คุณจะออนไลน์

 

การใช้แมคอย่างปลอดภัย

การใช้แมคอย่างปลอดภัยผลิตภัณฑ์ตระกูลแมคของบริษัทแอปเปิลที่เรารู้จักกันนั้น มีช่องโหว่ที่น้อยกว่าอุปกรณ์ที่เราพบเห็นใน แต่ผู้ใช้งานแมคหลายๆ คน ยังคงเชื่อว่าแม็คนั้นไม่มีไวรัส และสปายแวร์ (ในความเป็นจริงคือมี แต่มีน้อย) แต่ไม่ใช่กรณีนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากการใช้งาน Macs เพิ่มขึ้นสำหรับการใช้งานส่วนบุคคล และใช้งานในทางธุรกิจ ดังนั้นเป็นไปได้ว่าจะมีกิจกรรมที่อาจจะเป็นอันตรายเพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้สร้างขึ้นโดยอาชญากรคอมพิวเตอร์ โดยอาชญากรพวกนี้จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น เมื่อทำการเจาะ หรือขโมยข้อมูลของแมคเป้าหมายมาได้

และยังมีหัวข้ออื่นๆ อีกมากมายในเว็บไซต์ Get Safe Online ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปสำหรับผู้ใช้งานแมค – เช่นความปลอดภัยทางกายภาพและการสำรองข้อมูล

บทความนี้ครอบคลุมระบบปฏิบัติการ Mac OS X แต่ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการของแมครุ่นเก่าก่อนหน้านี้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดเราขอแนะนำให้คุณอัปเกรดแมคเสมอ ถ้าเป็นไปได้

 

ความเสี่ยง

  • ไวรัส สปายแวร์ และมัลแวร์อื่นๆ
  • ถูกโจมตีด้วยแฮกเกอร์ ที่พยายามล้วงเอาข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลทางการเงิน
  • การสูญเสียฮาร์ดแวร์ เนื่องจากการโจรกรรม ความประมาท เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม และภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่น ๆ

คำแนะนำสำหรับการใช้แมคอย่างปลอดภัย

หมั่นปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ ใช้การอัปเดตด้านการรักษาความปลอดภัย และการอัพเกรดซอฟต์แวร์ระบบทันทีที่พร้อมใช้งาน และโปรดทราบว่าเครื่องแมคสามารถนำพาไวรัส และส่งผ่านไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ แม้ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ตาม

  • ตรวจสอบการอัปเดต โดยไปที่แอ็พพลิเคชัน System Preferences และเลือก Software Update และคลิก Check Now
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่า มีการเลือกตรวจสอบการอัปเดตแล้ว และเลือกดูแบบวันต่อวันจากเมนูแบบเลื่อนลง เพื่อให้แน่ใจว่าคอมพิวเตอร์ของคุณ ตรวจสอบโดยอัตโนมัติทุกวัน เพื่อรับการอัปเดตใหม่ อย่างไรก็ตามการดำเนินการนี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อคุณลงชื่อเข้าใช้ในฐานะผู้ดูแลระบบเท่านั้น
  • ในการตรวจสอบการอัปเดตด้วยตนเอง ให้ไปที่เมนู Apple และเลือก Software Update การตรวจสอบนี้ ควรทำอย่างสม่ำเสมอ
  • สามารถดาวน์โหลดการอัพเกรด และแพ็ทช์เพิ่มเติมได้จากแอปเปิล
  • ตรวจสอบเว็บไซต์ของ บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายอื่นเป็นประจำ เพื่อปรับปรุงแอพพลิเคชัน คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมอัปเดตของ Microsoft ได้จาก microsoft.com/mac/downloads เป็นต้น

 

การเปิดใช้งานไฟร์วอลล์

  • เปิดแอ็พพลิเคชัน System Preferences และคลิกที่ Security คลิกที่ Firewall และคลิกที่ Start

ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส และแอนตี้สปายแวร์

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส / ซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์อยู่เสมอ ซัพพลายเออร์ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่จำหน่ายแพ็คเกจ และโซลูชันส่วนบุคคลที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับแมคโดยตรง

 

การสำรองข้อมูล

ข้อมูลที่เก็บไว้ในแมค อาจไม่สามารถนำมาทดแทนได้ การสำรองข้อมูลเป็นประจำ จะทำให้มั่นใจได้ว่า มีสำเนามากกว่าหนึ่งชุด เพื่อป้องกันความผิดพลาด

ไอคลาวด์ คือ โซลูชั่นสำหรับการสำรองข้อมูล และเป็นที่เก็บรักษาข้อมูลออนไลน์ของแอปเปิล สามรถทำการเก็บเพลง รูปภาพ วิดีโอ และเอกสารต่างๆ และสามารถส่งข้อมูลต่างๆ แบบไร้สายไปยังอุปกรณ์แอปเปิลทั้งหมดของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น– แมค, ไอโฟน และ ไอแพด โดยไอคลาวด์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้จำนวนมาก ที่ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลอย่างซับซ้อนมากนัก โดยมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้ฟรีที่ 5GB หากต้องการใช้เพิ่มเติม ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้งานรายปี ขึ้นอยู่กับพื้นที่ๆ จะใช้เพิ่มในการเก็บสำรองข้อมูล ไอคลาวด์สามารถทำการสำรองข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นได้ ดังนั้นในขณะที่การสำรองข้อมูลครั้งแรกอาจใช้เวลาสักพัก การสำรองข้อมูลที่ตามมาจะเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะจะอัปโหลดเฉพาะข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การสำรองข้อมูลก่อนหน้านี้

 

คำแนะนำและเคล็ดลับเพิ่มเติม

  • ใช้รหัสผ่านที่แข็งแรง คาดเดาได้ยาก และทำการอัพเดตเป็นประจำ OS X มีคุณสมบัติที่ชี่อว่า Keychain เป็นคุณลักษณะที่ช่วยให้สร้างรหัสผ่านได้อย่างดี และแข็งแรง คาดเดาได้ยาก
  • แมค OS X นั้นได้ทำการปิดสิทธิสูงสุดในการเข้าใช้งานของผู้ดูแลระบบเป็นค่าเริ่มต้น ไม่ควรเปิดใช้งานโดยไม่จำเป็น
  • เพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม ให้ไปที่แอ็พพลิเคชัน System Preferences เลือก Security และเลือกตัวเลือกแต่ละตัวที่ครึ่งล่างของหน้าจอ: ต้องใช้รหัสผ่านเพื่อใช้คอมพิวเตอร์ จากโหมดสลีป หรือโปรแกรมรักษาหน้าจอ ปิดใช้งานการเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ หากต้องการรหัสผ่านเพื่อปลดล็อกการตั้งค่าระบบรักษาความปลอดภัยแต่ละแบบ ออกจากระบบหลังจาก 10 นาที ที่ไม่มีการใช้งาน และใช้หน่วยความจำเสมือนที่ปลอดภัย ตัวเลือกเหล่านี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ โดยผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • ให้ทำการเข้ารหัสไฟล์ของคุณ ในกรณีที่คอมพิวเตอร์ของคุณถูกขโมยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณใช้ MacBook, MacBook Pro หรือ MacBook Air จะทำให้ไฟล์ของคุณไม่สามารถใช้งานได้ เมื่อต้องการทำเช่นนี้ ให้ไปที่แอพพลิเคชัน System Preferences เลือก Security และเปิด FileVault
  • หากใช้ Virtual PC ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า Virtual PC นี้ได้รับความปลอดภัยเหมือนกับว่าเป็นพีซีปกติ
  • ถ้า Mac มีความจำเป็นต้องใช้ร่วมกันกับผู้ใช้รายอื่นๆ ให้ตั้งค่าบัญชีผู้ใช้ และรหัสผ่าน เพื่อให้ไฟล์ส่วนตัวนั้น ถูกแยกออกจากกัน และไม่สามารถกำหนดค่าการกำหนดค่าความปลอดภัยบนเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ได้ ในการดำเนินการนี้ไปที่แอ็พพลิเคชัน System Preferences และเลือก Accounts ทำตามคำแนะนำเพื่อเพิ่มผู้ใช้รายใหม่ และตั้งค่าการควบคุมโดยผู้ปกครองและข้อจำกัดอื่นๆ

 

รหัสผ่าน

รหัสผ่านรหัสผ่านที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ใช้กันโดยทั่วไป ในการพิสูจน์ตัวตน เมื่อใช้งานผ่านเว็บไซต์บัญชีอีเมล และคอมพิวเตอร์ของคุณเอง (ผ่านทางบัญชีผู้ใช้) การใช้รหัสผ่านที่รัดกุม จึงมีความสำคัญ เพื่อปกป้องความปลอดภัย และข้อมูลประจำตัวของผู้ใช้งาน ความปลอดภัยที่ดีที่สุดจะไม่มีประโยชน์เลย หากบุคคลที่เป็นอันตรายมีชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่านที่ถูกต้องของคุณ หรือของใครก็ตาม

รหัสผ่านมักใช้งานร่วมกับชื่อผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตามในไซต์ที่มีการรักษาความปลอดภัย อาจจะใช้ควบคู่ไปกับวิธีการระบุตัวตนอื่นๆ เช่น PIN / หรือข้อมูลที่น่าจดจำ ในบางกรณีอาจจะต้องป้อนเฉพาะรหัสผ่านของผู้ใช้งาน เพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม

 

ความเสี่ยงจากการใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอ และไม่แยกรหัสผ่านจากบัญชีผู้ใช้งานอีเมล

  • คนแอบอ้างเป็นคุณ ในการกระทำการหลอกลวง และอาชญากรรมอื่นๆ รวมไปถึง:
  • เข้าถึงบัญชีธนาคารของคุณ
  • ซื้อสินค้าออนไลน์ต่างๆ ด้วยเงินของคุณ
  • แอบอ้างเป็นคุณในเครือข่ายทางสังคม และบนเว็บไซต์หาคู่ต่างๆ
  • ส่งอีเมลในชื่อของคุณ
  • เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของคุณบนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้

 

คำแนะนำสำหรับการเลือกใช้รหัสผ่านที่ดี

สิ่งที่ควรทำ:

ควรทำในกรณีต่อไปนี้ สำหรับการตั้งรหัสผ่าน:

  • ให้ตั้งรหัสผ่านที่แข็งแรง, ตั้งรหัสผ่านให้แตกต่างจากบัญชีอีเมล หรือบัญชีอื่นๆ
  • สำหรับการสร้างรหัสผ่านที่แข็งแรง ให้เลือกตามหลักคือสุ่มคำสามคำ ตามด้วยตัวเลข สัญลักษณ์ และการใช้งานผสมระหว่างอักษรตัวเล็ก ตัวใหญ่ ถ้ารู้สึกว่าจำเป็นต้องสร้างรหัสผ่านที่เดายากขึ้นขึ้น หรือบัญชีที่คุณกำลังสร้างรหัสผ่านสำหรับที่ต้องการมากกว่าตัวอักษร หรือตัวเลขเท่านั้น
  • มีทางเลือกสำหรับการตั้งโดยกฎต่างๆ ที่ไม่ที่ยาก และรวดเร็ว สามารถพิจารณาคำแนะนำต่อไป:
  • เลือกรหัสผ่านที่มีอักขระอย่างน้อยแปดตัว (หากเป็นไปได้ให้ใช้รหัสผ่านที่ยาวขึ้น เพื่อให้ผู้ไม่ประสงค์ดี คาดเดาหรือทำลายได้ยาก) โดยจะเป็นการรวมตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็กตัวเลข และสัญลักษณ์บนแป้นพิมพ์ เช่น @ # $ % ^ & * ( ) _ +. (ตัวอย่างเช่น SP1D3Rm@n – มีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น spiderman, ประกอบไปด้วยตัวอักษร, ตัวเลข, ตัวอักษรตัวใหญ่ และตัวเล็ก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม โปรดทราบว่าเครื่องหมายเหล่านี้ อาจเป็นเรื่องยากที่จะป้อนบนแป้นพิมพ์ต่างประเทศ โปรดจำไว้ว่าการเปลี่ยนตัวอักษรเป็นตัวเลข (เช่น E คือ 3 และ I เป็น 1) เป็นเทคนิคที่รู้จักกันดีสำหรับแวดวงผู้ไม่หวังดีทั้งหลาย
  • บางคนใช้ท่อนนึงของเพลง ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลของคุณ
  • บางคนใช้นามสกุลเดิมของแม่เพื่อน (ไม่ใช่ชื่อนามสกุลของแม่ของเขาเอง)
  • หรืออาจจะเลือกวลีที่คุณรู้จักเช่น “‘Tramps like us, baby we were born to run'” “และใช้ตัวอักษรตัวแรกจากแต่ละคำเพื่อให้ได้เป็นสิ่งที่เราเข้าใจ จะได้เป็นคำว่า ‘tlu,bwwbtr’

 

สิ่งที่ไม่ควรทำ:

ไม่ควรทำในกรณีต่อไปนี้ สำหรับการตั้งรหัสผ่าน:

  • ใช้การตั้งค่ารหัสผ่าน เป็นชื่อจริง, หรือชื่อในทางธุรกิจของคุณ
  • ชื่อคนในครอบครัว หรือ ชื่อของสัตว์เลี้ยง
  • วันเกิดของคุณ หรือ ของคนในครอบครัว
  • ชื่อของทีมฟุตบอล ทีมแข่งรถ F1 หรือกลุ่มคำง่ายๆ ที่ คำอื่น ๆ ง่ายเดา โดยที่มีความรู้พื้นฐานเล็กน้อยก็สามารถคาดเอาได้ เช่นคำว่า ‘password’, ‘admin’หรือ ‘administrator’ เป็นต้น
  • ใช้การเรียงตามลำดับของตัวเลขที่ไม่ซับซ้อน เช่น 11111111, 22222222, หรือ 12345678 เป็นต้น
  • เป็นคำศัพท์เฉพาะคำที่พบโดยทั่วไป ซึ่งสามารถคาดเดาได้ด้วยโปรแกรมแฮ็กทั่วไป
  • เมื่อใช้รหัสผ่าน หรือ PIN แบบตัวเลข อย่าใช้ตัวเลขเรียงจากน้อยไปหามากหรือมากไปหาน้อย (เช่น 4321 หรือ 12345) ตัวเลขที่ซ้ำกัน (เช่น 1111) หรือรูปแบบที่จดจำได้ง่าย (เช่น 14789 หรือ 2580)

 

การดูแลรหัสผ่าน

  • ไม่ควรทิ้งรหัสให้แก่บุคคลใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าหากสงสัยว่ามีคนที่ทราบรหัสผ่ายของคุณ ให้ทำการเปลี่ยนทันที เพื่อความปลอดภัย
  • อย่าทำการพิมพ์ หรือกดรหัสผ่านให้คนอื่นเห็น
  • ไม่แนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ เว้นแต่จะมีการแฮ็กบัญชีที่ใช้งานอยู่ ซึ่งในกรณีนี้ควรเปลี่ยนรหัสผ่านทันที นอกจากนี้ยังใช้ในกรณีที่บัญชีอื่น หรือเว็บไซต์ที่คุณใช้รายละเอียดเข้าสู่ระบบเดียวกันได้ถูกแฮ็ก
  • ให้ใช้รหัสผ่านที่แตกต่างกันไปของแต่ละเว็บไซต์ หากคุณคิดว่าการใช้รหัสผ่านแค่ชุดเดียวปลอดภัยและสะดวก ให้เปลี่ยนความคิดใหม่ โดยผู้ไม่หวังดีนั้น จะสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างของคุณได้อย่างง่ายดาย ในการได้ข้อมูลของคุณไป
  • อย่าทำการ Recycle Password (ตัวอย่างเช่น password2, password3 และอื่นๆ).
  • ถ้าคุณจำเป็นที่ต้องเขียนรหัสผ่านเพื่อจดจำได้ง่าย ให้ทำการเข้ารหัสในแบบที่คุ้นเคยกับคุณ หรือที่เราเข้าใจเพียงคนเดียว แต่ทำให้คนอื่นๆ ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเขียน
  • ทางเลือกในการเขียนรหัสผ่านคือการใช้ตู้ Vault สำหรับใส่รหัสผ่านออนไลน์ หรือที่ปลอดภัย ขอคำแนะนำ และตรวจสอบว่า Valt ที่คุณเลือกมีความปลอดภัย และมีชื่อเสียง
  • อย่าส่งรหัสผ่านให้ใครทางอีเมลเด็ดขาด ไม่มีบริษัท บริการที่มีชื่อเสียงใดทำเช่นนี้แน่นอน

จากความจริงที่ว่าคุณควรใช้รหัสผ่านที่แตกต่างกัน สำหรับแต่ละบัญชีของคุณ อาจทำให้จดจำได้ยาก พิจารณาใช้ Vault สำหรับเก็บรหัสผ่านหลายแห่งบนอินเทอร์เน็ต แต่ควรอ่านรีวิว และรับคำแนะนำโดยละเอียดถี่ถ้วน

 

Skype และการโทรผ่านอินเตอร์เน็ต

Skype และการโทรผ่านอินเตอร์เน็ตปัจจุบันการให้บริการติดต่อแบบเสียง ผ่านอินเตอร์เน็ตโปรโตคอล (VoIP) นั้น มีราคาถูกและสะดวก เราใช้อินเตอร์เน็ตโปรโตคอล (IP) ผ่านการโทรในแต่ละครั้ง – ในความหมายอื่นๆ คือการใช้อินเตอร์เน็ตในการเชื่อมต่อนั่นเอง

บริการ VoIP มีอยู่สามประเภทด้วยกัน:

  • แบบพื้นฐาน, ที่ทำการเสียบโทรศัพท์แบบมาตรฐาน มีชุดหูฟัง หรือไมโครโฟน และลำโพงเข้ากับฮับไร้สาย ที่กำหนดค่า VoIP ของคุณเพื่อโทรทางอินเทอร์เน็ต ที่ประหยัดค่าใช้จ่าย.
  • แบบจัดการ, ที่บริษัท ให้หมายเลขโทรศัพท์ท้องถิ่น และคุณสามารถรับสายโทรศัพท์ได้เช่นกัน
  • Skype, ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชิญ และสร้างรายชื่อผู้ติดต่อ สร้างโปรไฟล์ แฮงเอาท์ วิดีโอ และแชร์ไฟล์ได้

เช่นเดียวกับกรณีอื่นๆ ที่ใช้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต คุณจำเป็นต้องดูแลตัวเองด้วยขั้นตอนต่างๆ และวิธีการใช้ VoIP ให้เหมาะสม

 

ความเสี่ยง

  • มีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะถูกดักฟัง เนื่องจาก VoIP ทำงานผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสาธารณะ อย่างไรก็ตามก็ยังมีความเสี่ยงต่ำกว่าการใช้โทรศัพท์ทั่วไป ซึ่งสามารถสอดแนมได้ง่าย
  • หากคุณใช้ VoIP สำหรับการโทรระหว่างบุคคลที่สามรายขึ้นไป ที่มีการจัดเตรียมรายละเอียดการโทร และการเข้าถึงไว้ล่วงหน้า ผู้ที่สามารถเข้าถึงรายละเอียดเหล่านี้ (เช่นโดยการดูอีเมล) สามารถเข้าถึงการโทรของคุณได้
  • ผู้ไม่หวังดีสามารถขอให้คุณติดต่อผ่าน Skype ได้ โดย:
  • เรียก หรือส่งข้อความโต้ตอบ เพื่อหลอกล่อ โดยปกติคุณจะไปเยี่ยมชมเว็บไซต์หลอกลวง หรือดาวน์โหลดไฟล์ที่เป็นอันตรายซึ่งมีไวรัสหรือสปายแวร์แฝงอยู่
  • เข้าถึงรายละเอียดส่วนบุคคลในโปรไฟล์ของส่วนตัว และนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
  • แชร์ไฟล์ หรือนำไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

 

การใช้งาน VoIP / Skype อย่างปลอดภัย

  • หากจำเป็นต้องเข้าใช้บริการ VoIP และโปรแกรมต้องการให้คุณใช้รหัสผ่าน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ใช้รหัสผ่านที่รัดกุม และอย่าเปิดเผยรหัสผ่านต่อผู้อื่น
  • หากการใช้บริการของคุณมีโปรไฟล์สาธารณะให้ใส่ อย่าใส่ข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น ข้อมูลส่วนตัว หรือเป็นความลับใดๆ ในบริการ
  • เมื่อใช้ Skype ให้ระมัดระวังว่าเรื่องการรับเพื่อนใหม่ ให้ตั้งค่าบริการเพื่ออนุญาตการเชื่อมต่อ เฉพาะจากคนที่คุณรู้จักเท่านั้น
  • ทำการบล็อกผู้ใช้ที่สร้างความรำคาญ และส่งข้อความหลอกลวงจากการติดต่ออย่างรวดเร็ว และให้รายงานการละเมิดแก่ผู้ดูแลระบบด้วย
  • หากคุณคิดว่า คุณได้รับการชักชวนโดยใครบางคนให้ทำรายละเอียดการชำระเงินออนไลน์ โดยที่คุณไม่รู้ตัว โปรดติดต่อธนาคาร หรือ บริษัท ผู้ออกบัตรของคุณทันที
  • ให้ทำการเช็คเพื่ออัพเดตแพ็ชต์อย่างสม่ำเสมอจากผู้ผลิต เพื่อความปลอดภัย
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส / ซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์ และไฟร์วอลล์ที่ทำงานอยู่
  • ให้ทำการลงชื่อออกจากการใช้งานจากการใช้ VoIP เมื่อทำการใช้งาน VoIP เสร็จเรียบร้อยแล้ว การปิดบราวเซอร์บางทีอาจจะไม่ได้เป็นการลงชื่อออกเสมอไป
  • โปรดทราบว่าการใช้ VoIP ขึ้นอยู่กับการใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก หากมีการตัดไฟหรือปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์ คุณจะไม่สามารถโทรออก รวมถึงโทรในสายฉุกเฉิน หากการเข้าถึงบริการ VoIP ของคุณต้องการให้คุณใช้รหัสผ่าน โปรดตรวจสอบว่าคุณใช้รหัสผ่านที่รัดกุม และไม่เปิดเผยรหัสผ่านต่อผู้อื่น.

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมจากโปรแกรม Skype เพื่อจัดการการตั้งค่าส่วนตัว

Skype’s guide to managing your privacy settings on your Windows computer

Skype’s guide to managing your privacy settings on your Mac

หากทำการใช้ Skype แอพพลิเคชั่น โปรดเลือก ‘Settings’ เพื่อตรวจสอบและปรับแก้ไขความเป็นส่วนตัว

 

การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย Wireless Networks & Hotspots

การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย Wireless Networks & Hotspotsการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย ได้ปฏิวัติการใช้งานคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์แบบพกพาต่างๆ ไม่ว่าจะทั้งในบ้านหรือในที่ทำงาน เมื่อเราออกไปข้างนอก เครือข่ายไร้สายภายในบ้านกับสำนักงาน ยังทำให้ง่ายต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ต เพื่อส่งและรับอีเมลในห้องใดก็ได้ภายในอาคาร และภายนอกอาคาร … ช่วยให้คนอื่นๆ เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ เครือข่ายไร้สายสาธารณะ หรือฮอตสปอตก็เช่นกัน โดยช่วยให้ผู้มาเยือน หรือคนอื่นๆ สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ในสถานที่ต่างๆ เช่น คาเฟ่ โรงแรม และผับ อุปกรณ์เชื่อมต่อบรอดแบนด์แบบใช้มือถือหรือ ‘dongle’ มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถทำงานออนไลน์ได้โดยผ่านเครือข่าย 3G หรือ 4G สำหรับโทรศัพท์มือถือนั่นเอง

การใช้งานในบ้าน / ที่ทำงาน / โทรศัพท์มือถือ และ WiFi สาธารณะ (โดยปกติแล้วคือการเชื่อมต่อไร้สาย) ใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกัน (802.11) มีบางประเด็นที่อาจเกิดขึ้นโดยทั่วไป ในขณะที่แต่ละคนล้วนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะตัวผู้ใช้งานเอง เราสามารถทำการป้องกันตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงได้ด้วยข้อควรระวังทั่วไป

สำหรับเครือข่ายที่ใช้ในบ้าน และออฟฟิศ

ความเสี่ยง

ถ้า ฮับไร้สาย / เราเตอร์ / เดสก์ท็อป ของคุณไม่ได้ไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่ดี จะทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงเครือข่ายได้โดยง่าย หากอยู่ในระยะที่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลให้บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตเหล่านั้น กระทำสิ่งต่อไปนี้:

  • การขโมยใช้งานแบนด์วิดธ์ – ส่งผลให้ความเร็วในการใช้งานในเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ ลดลง
  • ใช้การดาวน์โหลดที่เกินลิมิต ทำให้ต้องจ่ายค่าอินเตอร์เน็ตเพิ่มเติมกับผู้ให้บริการ (ISP)
  • ดาวน์โหลดสิ่งที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจจะทำให้มีการติดตามไปยังเครื่องของผู้ใช้งานได้
  • เข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือข้อมูลที่อันตราย ที่คุณอาจจะส่งหรือรับออนไลน์ได้

 

คำแนะนำสำหรับการใช้เครือข่ายไร้สายอย่างปลอดภัย

ความเสี่ยงทั้งหมดข้างต้นสามารถหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆโดยการตรวจสอบให้แน่ใจว่าฮับไร้สาย / เราเตอร์ / เดสก์ท็อป / เดสก์ท็อปที่คุณต้องการเชื่อมต่อมีความปลอดภัย ในการตรวจสอบว่าเป็นเช่นไร เพียงแค่ค้นหาเครือข่ายไร้สายที่พร้อมใช้งานและระบบจะระบุด้วยสัญลักษณ์รูปกุญแจที่ปลอดภัย

เมื่อคุณเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เครื่องพิมพ์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่เปิดใช้งานไร้สายกับ ฮับ / โมเด็ม / เดสก์ท็อป / ไร้สายอื่นๆ ระบบจะขอให้คุณป้อนรหัสผ่าน / คีย์ หากเครือข่ายอยู่ในโหมดปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้อุปกรณ์เชื่อมต่อในโอกาสนี้ และตามปกติสำหรับการใช้งานในอนาคต รหัส Wi-Fi และรหัสผ่านผู้ดูแลระบบ จะได้รับมาพร้อมกับ ฮับ / เราเตอร์ / ด็องเกิล แต่ขอแนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่านนี้ เป็นตัวเลือกที่เราคุ้นเคย

หากคุณทำการตั้งค่า ฮับ / เราเตอร์ / เดสก์ท็อปใหม่ อาจมีการเปิดใช้การรักษาความปลอดภัยไว้เป็นค่าเริ่มต้น มีสามระดับในการเข้ารหัสหลัก (WEP, WPA และ WPA2) โดย WPA2 เป็นระดับสูงสุด ฮับ / เราเตอร์ ส่วนใหญ่ให้คุณเลือกในการเลือกระดับที่สูงกว่าได้ แต่อย่าลืมว่าอุปกรณ์รุ่นเก่าบางรุ่น อาจไม่สามารถสนับสนุน หรือใช้ร่วมกับระดับที่สูงขึ้นได้

ถ้าคุณได้รับแจ้งให้ดาวน์โหลดการปรับปรุง หรือมีการอัพเดตซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ของเราเตอร์ ให้ทำทันทีเพื่อให้มั่นใจว่า ได้มีการรักษาความปลอดภัยเป็นไปตามปัจจุบัน

ถ้าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่บ้าน / ที่ทำการสำนักงาน / ฮับไร้สายแบบเคลื่อนที่ / เราเตอร์ / ดองเกิล ทำการเชื่อมต่อไม่ปลอดภัย โปรดศึกษาคู่มือผู้ใช้งานให้ละเอียด

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส / ซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์ และไฟร์วอลล์ที่มีประสิทธิภาพ ให้อัพเดตก่อนที่คุณจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สาย

รักษารหัส Wi-Fi ให้ปลอดภัยเพื่อให้บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้รหัส Wi-Fi ได้

โปรดจำไว้ว่ารหัสการเข้าถึงมักจะพิมพ์บน ฮับ / เราเตอร์ เพื่อความปลอดภัย ให้ทำการแกะออกเพื่อป้องกันให้คนที่ไม่หวังดีเข้ารถึง ฮับ / เราเตอร์ ได้ ในกรณีที่มีการบุกรุก หรือบุคคลไม่น่าไว้วางใจเข้ามาในเครือข่าย เป็นต้น

 

เครือข่ายไร้สายสาธารณะ Public WiFi

 

ความเสี่ยง

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ WiFi สาธารณะ คือบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญา ตสามารถดักจับสิ่งที่กำลังทำอยู่ทางออนไลน์ได้ ซึ่งอาจรวมถึงการจับรหัสผ่านของ และอ่านอีเมลส่วนตัว กรณีนี้อาจเกิดขึ้นหากการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์กับ WiFi ไม่ได้รับการเข้ารหัส หรือหากมีคนสร้างฮอตสปอตปลอม ซึ่งทำให้คุณเข้าใจผิดว่าเป็นของจริง

ด้วยการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัสคุณจะต้องป้อน “คีย์” ซึ่งอาจมีลักษณะดังนี้: 1A648C9FE2.

อีกวิธีหนึ่ง คุณอาจได้รับแจ้งให้ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อเปิดใช้งานการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ข้อมูลเหล่านี้จะบอกแก่ผู้ประกอบการ ว่าคุณออนไลน์ในคาเฟ่ โรงแรม หรือผับ ที่เกือบจะไม่มีการรักษาความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัส

คำแนะนำในการใช้งานเครือข่ายไร้สายสาธารณะ Public WiFi อย่างปลอดภัย

  • ห้ามส่ง หรือรับ ข้อมูลที่มีความเป็นส่วนตัว เมื่อใช้ WiFi สาธารณะ เว้นแต่ว่าจะใช้เว็บเพจที่มีความปลอดภัย
  • ใช้ฮอทสปอต หรือเครือข่ายที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น AIS, D-Tac หรือ True เป็นต้น
  • สำหรับนักธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงการดูข้อมูลต่างๆ เพื่อทำงาน ผ่านเครือข่ายในองค์กร ควรที่จะเข้ารหัสอย่างปลอดภัย โดยใช้งานผ่าน เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN)
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส / ซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์ และไฟร์วอลล์ที่มีประสิทธิภาพ ให้อัพเดตก่อนที่คุณจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สาย

 

คำแนะนำอื่นๆ

  • อย่าปล่อยให้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เข้าใช้งานเครือข่ายไร้สายสาธารณะแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใส่รหัสเพื่อยืนยันตัวก่อน
  • ให้ระมัดระวัง และสังเกตว่า ใครอยู่รอบตัวคุณ และคนเหล่านั้นอาจติดตาม ดูสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่บนโลกออนไลน์

 

ซอฟต์แวรเรียกค่าไถ่

ซอฟต์แวรเรียกค่าไถ่ซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ หรือ Ransomware เป็นรูปแบบหนึ่งของมัลแวร์ ที่ช่วยให้อาชญากรสามารถล็อกคอมพิวเตอร์จากที่ตั้งระยะไกลได้ จากนั้นจะแสดงหน้าต่างป๊อปอัพ แจ้งให้เจ้าของเครื่องนั้นทราบว่า จะไม่สามารถปลดล็อกจนกว่าจะมีการจ่ายเงินให้ก่อน ในบางกรณีอาจอนุญาตส่วนที่ใช้งานได้เฉพาะของคอมพิวเตอร์ คือปุ่มตัวเลขเพื่อป้อน PIN เพื่อให้สามารถชำระเงินให้กับอาชญากรได้ ซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ ที่มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือ CryptoLocker และ WannaCry

ข้อผิดพลาดเพิ่มเติมก็คือ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือภาพลามกอนาจาร ที่ปรากฏบนหน้าจอที่ถูกล็อก ทำให้ผู้ใช้บางรายต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น และขอจ่ายเงินค่าไถ่ (แล้วแต่กรณีไป)

 

ความเสี่ยง

คอมพิวเตอร์ของคุณอาจติดไวรัสเรียกค่าไถ่ เช่น CryptoLocker หรือ WannaCry โดยไม่ตั้งใจ เมื่อคุณทำสิ่งเหล่านี้:

  • เปิดไฟล์แนบที่เป็นอันตรายที่มากับอีเมล
  • คลิกที่ลิงก์ที่เป็นอันตรายในอีเมล ข้อความ เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือเว็บไซต์อื่นๆ
  • เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย – บ่อยครั้งเป็นเว็บไซต์ที่มีลักษณะลามกอนาจาร
  • เปิดไฟล์ที่ติดไวรัส จากบริษัทจัดส่งไฟล์ดิจิทัลบนเว็บ (เช่น Hightail – เดิมชื่อ YouSendIt และ Dropbox)
  • เปิด macro ที่ติดไวรัสในไฟล์เอกสาร (word processing, spreadsheets เป็นต้น).
  • เชื่อมต่อ USB ที่ติดไวรัสเรียกค่าไถ่ (ตัวอย่างเช่น memory sticks, external hard drives, MP3 players)
  • ติดจาก CDs/DVDs ที่ใส่เข้าไปในเครื่อง

 

การหลีกเลี่ยงไวรัสเรียกค่าไถ่

  • อย่าทำการตอบ หรือคลิกลิงค์ที่มีเนื้อหาข้างในอีเมลที่ไม่พึงประสงค์ หรือสแปมจากบริษัท หรือบุคคลที่คุณไม่รู้จัก
  • เข้าเยี่ยมชมแต่เว็บไซต์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
  • ติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชัน ตลอดจนระบบปฏิบัติการ ทันทีที่ได้รับแจ้งให้ปรับปรุง
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส / ซอฟต์แวร์ป้องกันสปายแวร์ และไฟร์วอลล์ที่มีประสิทธิภาพ ให้อัพเดตก่อนที่คุณจะเชื่อมต่อกับเครือข่าย
  • สำรองข้อมูลทั้งหมดเป็นประจำ รวมทั้งอุปกรณ์ USB ที่เชื่อมต่ออยู่ ทั้งนี้เนื่องจากซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่บางตัว สามารถแพร่กระจายพื้นที่เก็บข้อมูลแบบ Cloud-Based ได้

 

ถ้าเครื่องของคุณติดซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่

  • ในการตรวจจับ และลบซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ และซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายอื่นๆ ที่ติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ ให้ทำการสแกนระบบ แบบเต็มรูปแบบ โดยใช้โซลูชันความปลอดภัยที่อัพเดตแล้ว และมีความทันสมัย
  • หากคอมพิวเตอร์ของคุณถูกล็อคโดย ransomware โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

 

 

ไวรัสและสปายแวร์

ไวรัสและสปายแวร์หนอน หรือเวิร์ม (Worm) สามารถใช้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ในการแพร่กระจายตัวเอง ไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ผ่านทางเครือข่ายได้โดยอัตโนมัติ ม้าโทรจัน (หรือ “โทรจัน”) เป็นโปรแกรมที่ไม่ปลอดภัย แต่ซ่อนตัวเอง และทำหน้าที่ที่เป็นอันตราย ที่มีชื่อเสียง เช่น Zeus (และส่วนย่อยอื่นๆ เช่น Gameover, Zeus) เป็นตัวอย่างของโทรจัน ซึ่งสามารถใช้ในการสร้างสิ่งที่เป็นอันตราย และอาชญากรรมออนไลน์ต่างๆ มากมาย ไวรัสอาจเป็นอันตรายต่อประสิทธิภาพ หรือข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ บางคนสังเกตเห็นได้ชัด สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ แต่หลายครั้งที่มีการทำงานอยู่เบื้องหลัง โดยไม่มีใครสังเกตเห็น แม้แต่ผู้ใช้งานเอง ไวรัสอาจได้รับการออกแบบมาเพื่อทำซ้ำตัวเองให้แพร่กระจายไปเรื่อยๆ

สปายแวร์เป็นไวรัสประเภทหนึ่ง ที่ออกแบบมาเพื่อขโมยข้อมูล หรือโจรกรรมข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมบนคอมพิวเตอร์ นักเขียนสปายแวร์มักมีวัตถุประสงค์หลายประการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการหลอกเอาข้อมูลทางการเงิน สปายแวร์สามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่าง เช่น การสร้างโฆษณาป๊อปอัป เพื่อขโมยข้อมูลการเข้าสู่ระบบธนาคาร หรือโดยการถ่ายภาพหน้าจอของไซต์ที่คุณเข้าชม และแม้แต่การบันทึกคีย์ที่พิมพ์ สปายแวร์อาจทำซ้ำได้เช่นกัน.

ไวรัสอาจเกิดขึ้นได้ในคอมพิวเตอร์ของคุณ ในรูปแบบของโทรจัน ซึ่งอาจทำซ้ำได้เอง ก่อนที่จะย้ายไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น (หนอน) และยังได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสปายแวร์ ไวรัสและสปายแวร์ เป็นประเภทของมัลแวร์ ซึ่งรวมถึง rootkit, adware และ scareware ที่มีเจตนาไม่ดีแอบแฝงมาเพื่อหลอกล่อให้ติดนั่นเอง

 

ความเสี่ยง

ไวรัสและสปายแวร์สามารถโจมตีคอมพิวเตอร์ของคุณด้วยวิธีต่อไปนี้:

 

  • การเปิดไฟล์แนบอีเมลที่ติดไวรัสเช่นไฟล์ .exe, .rar, .bat หรือ .zip เป็นต้น
  • เปิดไฟล์ที่ติดไวรัสจากบริษัทจัดส่งไฟล์ดิจิทัลบนเว็บ (เช่น Hightail – เดิมชื่อ YouSendIt และ Dropbox)
  • เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย
  • ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยไม่ได้รับการตรวจสอบจากผู้ใช้ (ตัวอย่างเช่น เวิร์ม)
  • เปิด macro ที่ติดไวรัสในไฟล์เอกสาร (word processing, spreadsheets เป็นต้น).
  • เชื่อมต่อ USB ที่ติดไวรัสเรียกค่าไถ่ (ตัวอย่างเช่น memory sticks, external hard drives, MP3 players)
  • ติดจาก CDs/DVDs ที่ใส่เข้าไปในเครื่อง

 

ไวรัสและสปายแวร์สามารถก่อให้เกิดผลร้ายแรงได้ เช่น:

  • การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล
  • การปลอมแปลงข้อมูล
  • การทำการลบ การขโมยข้อมูล และการทำให้ข้อมูลเสียหาย
  • ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ช้าลง

 

ซอฟต์แวร์ Internet security (antivirus/antispyware)

เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต ได้รับการอัปเดตอยู่เสมอ เพื่อให้มีการป้องกันที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไวรัสใหม่ๆ นับพันๆ ตัวถูกตรวจจับได้ทุกวัน โดยไม่พูดถึงตัวแปรที่เกิดขึ้นใหม่ และสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ละชุดมีลักษณะหรือ ‘Signature’ ที่ช่วยให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต สามารถตรวจจับ และสร้างการปรับปรุงที่เหมาะสมได้

ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่จะดาวน์โหลดโปรแกรมอัปเดตเหล่านี้ โดยอัตโนมัติ (บางครั้งเรียกว่า ‘definition’) เป็นประจำ ตราบเท่าที่คุณออนไลน์ และได้ชำระเงินค่าสมัครสมาชิกรายปี (สำหรับผลิตภัณฑ์แบบชำระเงิน) ทั้งนี้ควรให้การป้องกันที่เกิดขึ้น มีประสิทธิภาพสูงสุด แม้แต่ภัยคุกคามไวรัสล่าสุด

ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต จะสแกนหาไวรัสในหลายรูปแบบ:

  • จะสแกนอีเมลที่เข้ามา เพื่อตรวจสอบไวรัสที่แนบมากับไฟล์ต่างๆ
  • ตรวจสอบไฟล์ตามที่เปิด หรือสร้างขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการติดไวรัส
  • ทำการสแกนไฟล์เป็นระยะๆ ในคอมพิวเตอร์ของคุณ

ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยอินเทอร์เน็ต บางเครื่องจะสแกนอุปกรณ์เชื่อมต่อ USB (เช่น หน่วยความจำฮาร์ดดิสก์ภายนอกเครื่องเล่น MP3) ขณะที่กำลังเชื่อมต่ออยู่ และเว็บไซต์ที่น่าสงสัยบางเว็บ

 

ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตจะไม่สามารถป้องกันคุณได้จาก:

สแปม

  • การโจรกรรม หรือกิจกรรมออนไลน์ใดๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไวรัส
  • แฮกเกอร์ที่พยายามเจาะเข้าสู่คอมพิวเตอร์ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต

ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตนั้นจะทำงานไม่ได้ผล หากไม่ได้อัพเดตฐานข้อมูลให้เป็นล่าสุด และอย่าลืมว่า ไม่มีซอฟต์แวร์ใดๆ ที่ไม่มีข้อผิดพลาด หรือช่องโหว่ ดังนั้นสายพันธุ์ใหม่ของมัลแวร์ ที่มาจากไฟล์ที่แนบ หรือเว็บไซต์ปลอม จึงอาจจะสามารถอาจหลบเลี่ยงซอฟต์แวร์ของคุณได้

 

การป้องกัน ไวรัส และสปายแวร์

นอกเหนือจากการติดตั้งซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต และปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ เราขอแนะนำวิธีอื่น ๆ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ของคุณสามารถป้องกันไวรัส และสปายแวร์ได้ เนื่องจากเราเชื่อว่าการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาแน่นอน

  • อย่าเปิดไฟล์ใด ๆ ที่แนบมากับอีเมลจากแหล่งที่ไม่รู้จัก ที่น่าสงสัย หรือไม่น่าไว้วางใจ
  • ถอนการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส ก่อนที่จะติดตั้งโปรแกรมอื่น
  • ระวังอุปกรณ์ USB ที่เชื่อมต่ออยู่ (เช่น เมมโมรี่สติ๊ก ฮาร์ดดิสก์ภายนอก และเครื่องเล่น MP3) เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นตัวนำพาไวรัสให้ไปติดเครื่องอื่นได้ง่าย และค่อนข้างเยอะมาก
  • ระวังแผ่นซีดี / ดีวีดีเนื่องจากอาจมีไวรัส
  • อย่าเปิดไฟล์ใดๆ จากบริษัทจัดส่งไฟล์ดิจิทัลบนเว็บ (เช่น YouSendIt, Dropbox) ที่ได้รับการอัพโหลดจากแหล่งที่ไม่รู้จัก ที่น่าสงสัย หรือไม่น่าไว้วางใจ
  • เปิดการป้องกัน มาโคร ในโปรแกรม Microsoft Office เช่น Word และ Excel
  • ซื้อเฉพาะซอฟต์แวร์ที่มีชื่อเสียงจากบริษัทที่มีชื่อเสียง หรือที่รู้จักกันทั่วไป
  • เมื่อดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ฟรี ให้ทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง